เศรษฐศาสตร์ของการล้มรัฐบาล

โดย ภาคภูมิ วาณิชกะ
ศูนย์จริยธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดยทั่วไปแล้วคนจำนวนมากมักเข้าใจว่าวิชาเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจหรือเรื่องเงินๆทองๆ ที่เต็มไปด้วยตัวเลข สถิติ และสมการยากๆ ซึ่งความเข้าใจนี้ก็ไม่ได้ผิดเสียทีเดียว โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้สนใจวิชานี้เป็นพิเศษหรือไม่ได้ร่ำเรียนมาทางนี้โดยตรง แต่ตามความเป็นจริงแล้วสาระสำคัญของวิชาเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก คือเรื่องของประสิทธิภาพ (เศรษฐศาสตร์มีหลายสาขา ซึ่งอาจจะแบ่งแบบหยาบๆได้เป็น 2 แบบคือเศรษฐศาสตร์กระแสหลักและเศรษฐศาสตร์ทางเลือก แต่ที่กล่าวถึงในที่นี้จะหมายถึงเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเท่านั้น) การให้ความสำคัญกับการมีประสิทธิภาพนี้จะเห็นได้ง่ายๆจากนิยามทั่วไปของวิชาเศรษฐศาสตร์ที่นักเรียนเศรษฐศาสตร์ทุกคนท่องได้นั่นคือ “…การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด…” และในทางเศรษฐศาสตร์ประสิทธิภาพที่ว่านี้จะอธิบายได้ดีที่สุดด้วยภาษาของต้นทุนและกำไร ด้วยเหตุนี้ เราจึงสามารถสรุปได้ว่าวิชาเศรษฐศาสตร์หรือการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ก็คือการวิเคราะห์ต้นทุนและกำไรของการดำเนินกิจกรรมใดๆนั่นเอง

ด้วยการที่พูดถึงประสิทธิภาพในภาษาของต้นทุน-กำไรนี้เอง วิชาเศรษฐศาสตร์จึงไม่จำเป็นที่จะต้องจำกัดตนเองอยู่แต่ในเรื่องของเศรษฐกิจเสมอไป นักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงหลายคน (บางคนได้รับรางวัลโนเบล) ได้นำเอาแนวคิดแบบเศรษฐศาสตร์ไปอธิบายหรือวิเคราะห์เรื่องอื่นๆที่ไม่ใช่ประเด็นทางเศรษฐกิจและไม่ใช่ “เรื่อง” ของนักเศรษฐศาสตร์มาแล้ว เช่น การแต่งงาน เป็นต้น การ “ข้ามถิ่น” ไปยุ่งกับประเด็นของสาขาวิชาอื่นและสามารถอธิบายได้อย่างมีเหตุผลไม่ว่า “เหตุผล” ที่ว่านั้นจะแย้งกับความรู้สึกของคนทั่วไปเช่นไรก็ตาม ทำให้นักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่งเห็นว่าวิชาเศรษฐศาสตร์ “เหนือกว่า” วิชาอื่นๆ (ความเข้าใจเช่นนี้จะแรงกล้าเป็นพิเศษในหมู่นักเศรษฐศาสตร์จากประเทศตะวันตก) แต่อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์หรืออธิบายของนักเศรษฐศาสตร์จอมจุ้นเหล่านี้จะทรงพลังและน่าสนใจเป็นพิเศษในกรณีที่แก่นของเรื่องนั้นๆเกี่ยวกับความสำเร็จ-ความล้มเหลวที่สามารถแปลงให้อยู่ในภาษาของต้นทุน-กำไรได้ ซึ่งการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มุ่งให้เกิดผลสำเร็จบางอย่างไม่ว่าจะเป็นการผลักดันผลประโยชน์ทางการค้าหรือการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นประเด็นหนึ่งที่การวิเคราะห์ของนักเศรษฐศาสตร์ใช้ได้เป็นอย่างดี และนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากได้ใช้แนวคิดต้นทุน-กำไรนี้วิเคราะห์ความเป็นไปการเมืองมาเป็นเวลานานแล้ว

ในการเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เช่น การล้มรัฐบาล การวิเคราะห์แบบเศรษฐศาสตร์จะให้ความสำคัญกับ “ต้นทุน” ที่รัฐบาลต้องจ่ายเพื่อให้ตนเองสามารถคงสถานะของการเป็นรัฐบาลต่อไปได้ ซึ่งในยามปกติต้นทุนของการเป็นรัฐบาลคือสวัสดิการโดยรวมของประชาชนและการไม่มีเรื่องอื้อฉาวที่สาธารณะไม่สามารถยอมรับได้ หากรัฐบาลจ่ายต้นทุนเหล่านี้ได้ก็แน่ใจได้ว่ารัฐบาลจะอยู่จนครบเทอม แต่ในยามที่การต่อสู้ทางการเมืองรุนแรงเป็นพิเศษ เช่น มีกลุ่มคนที่ต้องการโค่นล้มรัฐบาล การสร้าง “ปัญหาทางการเมือง” ของคนกลุ่มดังกล่าวจะเ พิ่มเข้ามาและแย่งชิงทรัพยากรไปจากการดำเนินงานตามปกติของรัฐบาลและเพิ่มต้นทุนของการเป็นรัฐบาลให้มากขึ้นและอาจเพิ่มขึ้นจนกระทั่งรัฐบาลแบกรับภาระนั้นไม่ไหวและล้มละลายไปในที่สุด กลยุทธ์การเพิ่มต้นทุนเช่นนี้อาจกระทำโดยการขุดคุ้ยเรื่องอื้อฉาวออกมาแฉ การปล่อยข่าวลือ การชุมนุมประท้วง ฯลฯ ซึ่งโดยสาระสำคัญแล้ว กลยุทธ์นี้อาจไม่ได้คาดหวังว่าการชุมนุมประท้วงหรือการปล่อยข่าวลือจะเป็นสาเหตุโดยตรงให้รัฐบาลต้องลาออก แต่การกระทำเช่นนี้อย่างต่อเนื่องจะทำให้รัฐบาลหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปกป้องตนเอง ซึ่งการปกป้องตนเองนี้จำเป็นต้องใช้ทรัพยากร และการใช้ทรัพยากรต่างๆที่มีอยู่อย่างจำกัดมาจัดการกับปัญหาการเมืองก็เท่ากับว่ารัฐบาลเสียโอกาสในการจัดการกับปัญหาอื่นๆที่สำคัญและเป็นต้นทุนแท้จริงของการเป็นรัฐบาล เช่น ปัญหาทางเศรษฐกิจหรือปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ ฯลฯ และเมื่อใดก็ตามที่ต้นทุนค่าเสียโอกาสนี้สูงจนกระทั่งรัฐบาลไม่สามารถจ่ายได้ รัฐบาลก็ย่อมจะล้มละลายไปเองทั้งๆที่ข้อกล่าวหาต่างๆอาจไม่ได้เป็นเป็นความจริงเลยแม้แต่น้อย หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การเคลื่อนไหวเพื่อโค่นล้มรัฐบาลสำเร็จด้วยการดึงเอาทรัพยากรที่รัฐบาลมีอยู่อย่างจำกัดมา “ละลายน้ำ” กับปัญหาทางการเมืองจนรัฐบาลไม่เหลือทรัพยากรหรือต้นทุนพอที่จะเอามาใช้จ่ายในเรื่องสำคัญอื่นๆที่เป็นความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐบาล

กลยุทธ์เช่นนี้อาจได้ผลดีหรืออาจประสบความสำเร็จถ้าผู้ที่พยายามโค่นล้มรัฐบาลมี “สายป่าน” ที่ยาวพอ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือกลยุทธ์เช่นนี้มีผลข้างเคียงที่สูงมาก ยิ่งทรัพยากรที่รัฐบาลมีอยู่ถูกใช้ไปกับปัญหาทางการเมืองที่ไม่ได้เป็น “Real Sector” ของรัฐบาลมากเท่าใด ประชาชนอื่นที่อยู่นอกวงของความขัดแย้งทางการเมืองหรือไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงทางการเมือง (ซึ่งเป็นคนส่วนมาก) ก็จะยิ่งได้รับผลกระทบมากขึ้นเท่านั้นเพราะปัญหาของพวกเขาไม่ได้รับการแก้ไข และประชาชนส่วนนี้จะถูกบังคับให้กลายเป็นแนวร่วมหรือเครื่องมือของกลุ่มที่พยายามจะโค่นล้มรัฐบาลไปในที่สุด ไม่ว่าพวกเขาจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

แม้ปัญหาทางการเมืองที่ถูกสร้างขึ้นจะหมดไปเมื่อรัฐบาลล้มละลายลงจากการต่อต้านของคนจำนวนมาก (ทั้งที่เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับกลุ่มที่เป็นแนวร่วมโดยจำเป็น) แต่ปัญหาอื่นจะยังคงอยู่และถูกสะสมมาเป็นระยะเวลาเท่าๆกับเวลาที่ถูกใช้ไปในการโค่นล้มรัฐบาลด้วยวิธีการนี้ ดังนั้น ฝ่ายตรงข้ามที่เข้ามาแทนที่รัฐบาลชุดก่อนก็จะต้องรับ “ผลกรรม” ที่ตนเองก่อไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (ซึ่งก็คือปัญหาพื้นฐานต่างๆที่สะสมมากจากรัฐบาลก่อน) ด้วยเหตุนี้ กลยุทธ์การเพิ่มต้นทุนนี้จึงเป็นกลยุทธ์ที่แม้จะให้ผลดีในระยะสั้น แต่เป็นกลยุทธ์ที่ “ไม่ฉลาด” อย่างยิ่งในระยะยาว เพราะในที่สุดแล้วการเพิ่มต้นทุนให้กับรัฐบาลจะกลายเป็นการเพิ่มต้นทุนของการเป็นรัฐบาลให้กับตนเองในที่สุด กลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองใดก็ตามที่เลือกใช้วิธีการเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับคนที่ทำลายศัตรูของตนเองด้วยการทำลายตนเองและผู้อื่นไปพร้อมๆกัน

สังคมใดก็ตามที่ตกอยู่ในภาวะเช่นนี้ควรจะคำนึงถึงต้นทุนรวมที่ตนเองต้องจ่ายให้กับความขัดแย้งทางการเมืองที่ไม่แน่ว่าจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับสังคมนั้นๆ และควรจะหันมาสนใจความอยู่รอดในระยะยาวด้วยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ไม่มากนักไปในทิศทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับสังคมนั้นอย่างแท้จริง

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s