เราจะปรองดองกันได้อย่างไร?

แม้ว่าสงครามระหว่างฝ่าย “เสื้อแดง” กับฝ่าย “เสื้อเหลือง” จะจบลงชั่วคราวจากการใช้กำลังทหารเข้า “กระชับพื้นที่” ของรัฐบาล แต่ก็ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่าสงครามนี้ยังไม่ได้จบลงอย่างแท้จริง ความคับแค้นใจของฝ่ายเสื้อแดงและความเกลียดชังของฝ่ายเสื้อเหลืองที่สะสมมาตลอด 4 ปีที่ผ่านมายังคงเป็นเชื้อไฟที่ยินดีและพร้อมต่อการปะทุขึ้นอีกในอนาคตไม่ว่าคนที่เพียรจุดไฟนั้นขึ้นมาจะมีเจตนาที่แท้จริงอย่างไรก็ตาม นอกจากนั้น การปรองดองที่ถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ไม่มีทีท่าว่าจะเริ่มต้นขึ้นได้ ในขณะที่ระดับของความเกลียดชังระหว่างผู้คนที่เพิ่มขึ้นมาโดยตลอดได้ทำให้ความแตกแยกนี้ “ร้าวลึก” ลงไปจนถึงรากฐานของสังคมอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ วลีที่พูดติดปากกันเมื่อไม่นานมานี้ว่า “จากนี้ไปสังคมไทยจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป” สะท้อนถึงแนวโน้มของอนาคตที่ผู้คนจำนวนมากมองเห็นได้เป็นอย่างดี

ร่องรอยของความสิ้นหวังที่แฝงอยู่ในวลีข้างต้น นอกจากจะมีที่มาจากการมองเห็นความเกลียดชังและความแตกแยกระหว่างผู้คนในสังคมเดียวกันแล้ว ความสิ้นหวังนี้ยังมาจากการมองไม่เห็นหนทางใดๆที่จะนำทั้งสองฝ่ายนี้มาสู่การปรองดอง หรืออย่างน้อยก็มาสู่การอยู่ร่วมกันแบบ “พอทนกันได้” อย่างที่นักวิชาการบางกลุ่มเสนอ เนื่องจากระยะห่างที่ถูกสร้างขึ้นระหว่างคนสองกลุ่มนี้ไกลเสียจนไม่มีใครจะสามารถทำหน้าที่เป็นสะพานให้ได้ และด้วยระยะห่างนี้เองที่ทำให้ความหมายของคำว่า “ปรองดอง” ในความเข้าใจของแต่ละฝ่ายต่างกันเสียจนไม่สามารถประณีประนอมได้อีกต่อไป

ในด้านหนึ่ง ฝ่ายเสื้อเหลืองปักใจเชื่อว่าเสื้อแดงเป็น “ผู้ก่อการร้าย” ที่จะ “ล้มสถาบัน” และจะ “ทำสงครามชนชั้น” เพื่อสถาปนา “รัฐไทยใหม่” โดยมีทักษิณ ชินวัตรเป็นจอมบงการอยู่เบื้องหลัง ผู้ที่เข้าร่วมการชุมนุมคือผู้ที่สมรู้ร่วมคิดกับทักษิณ เป็นคนบ้านนอกที่ถูกจ้างมา หรือไม่ก็โง่เป็นวัวเป็นควายเพราะไม่รู้ว่า “ประชาธิปไตยที่แท้จริง” คืออะไร ในอีกด้านหนึ่ง ฝ่ายเสื้อแดงก็เห็นว่าเสื้อเหลืองอาศัยความเป็นอภิสิทธิ์ชนปล้นเอาชัยชนะทางการเมืองของฝ่ายเสื้อแดงไปอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยวิธีการนอกกติกาที่ไม่เป็น “ประชาธิปไตย” รวมทั้งกล่าวหาทักษิณ ชินวัตรซึ่งเป็น “แรงบันดาลใจในการต่อสู้” ของพวกเขาด้วยข้อหาที่เกินกว่าความเป็นจริง

ด้วยทัศนคติที่มีต่อกันเช่นนี้ ความหมายของการปรองดองในความเข้าใจของฝ่ายเสื้อเหลืองจึงเท่ากับการ “สำนึกผิด” ของฝ่ายเสื้อแดง ซึ่งก็คือคือการเดินทางกลับมารับโทษตามกฎหมายของทักษิณ ชินวัตรและการยุติบทบาททางการเมืองของกลุ่มบ้านเลขที่ 111 และพวกพ้อง รวมทั้งการกลับตัวกลับใจของฝ่ายเสื้อแดงมายอมรับวิถีทาง “ประชาธิปไตย” ของฝ่ายเสื้อเหลือง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ “การปรองดอง” ของฝ่ายเสื้อเหลืองก็คือการย้อนกลับไปสู่สภาวะทางเศรษฐกิจการเมือง ก่อน ที่รัฐบาลไทยรักไทยจะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ในขณะที่ความหมายของ “การปรองดอง” ของฝ่ายเสื้อแดงก็ไม่ได้มีลักษณะที่ต่างกัน ฝ่ายเสื้อแดงต้องการให้ฝ่ายเสื้อเหลือง “ยอมรับผิด” ในการกระทำของตนเองและคืนโครงสร้างและสภาวะทางเศรษฐกิจการเมือง หลัง จากที่รัฐบาลไทยรักไทยเข้าบริหารราชการแผ่นดินกลับคืนมาให้ฝ่ายเสื้อแดงด้วยการยุบสภาและการเลือกตั้ง ซึ่งเท่ากับเป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่สวนทางกับการเปลี่ยนแปลงที่ฝ่ายเสื้อเหลืองผลักดันให้เกิดขึ้นตั้งแต่กันยายน 2549 เป็นต้นมา

เมื่อข้อเรียกร้องที่สวนทางและต่างกันอย่างเป็นคนละขั้วเช่นนี้ถูกผลักดันโดยไม่เลือกวิธีการ ประกอบกับการปราศจากสติยั้งคิดและความอดทนอดกลั้นในการพยายามทำความเข้าใจถึงสาเหตุของการมีความคิดทางการเมืองที่ต่างไปจากตนเองของมวลชนของทั้งสองฝ่าย รวมทั้ง “วิชามาร” สารพัดรูปแบบที่ทั้งสองฝ่ายนำมาใช้เพื่อโค่นล้มฝ่ายตรงข้าม การต่อสู้ทางการเมืองระหว่างเสื้อเหลืองและเสื้อแดงจึงนำไปสู่ความสูญเสียของทั้งสองฝ่ายมาโดยตลอด และการสูญเสียในอดีตนี้ได้กลายเป็นต้นทุนของการต่อสู้ที่ผ่านมาที่จำกัดไม่ให้การ “ถอยคนละก้าว” ของทั้งสองฝ่ายเกิดขึ้นได้ในอนาคต หรืออีกนัยหนึ่งก็คือความขมขื่นและความเคียดแค้นจากการสูญเสียของมวลชนทั้งสองฝ่ายกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้การเคลื่อนไหวทางการเมืองเบนออกจากการเรียกร้องผลประโยชน์อย่างมีเหตุผลไปสู่การแก้แค้นและทำลายฝ่ายตรงข้ามโดยไม่เลือกวิธีการ และหากการต่อสู้ระหว่างเสื้อเหลืองและเสื้อแดงยังคงสะสม “ต้นทุนของการสูญเสีย” เช่นที่ผ่านมาต่อไป การต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายจะรุนแรงและป่าเถื่อนขึ้นเรื่อยๆ มวลชนของแต่ละฝ่ายจะปฏิเสธการประณีประนอมและเป็นอิสระจากการควบคุมของแกนนำมากขึ้น และเมื่อสถานการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น การใช้ความรุนแรงต่อฝ่ายตรงข้ามจะกระจายไปทั่วสังคมอย่างกว้างขวางและไร้รูปแบบจนการปรองดองเป็นสิ่งที่ไม่มีใครนึกถึงอีกต่อไป

ถ้าความเกลียดชังและความบ้าคลั่งที่จะเอาชนะฝ่ายตรงข้ามยังไม่ทำให้สายตาของฝ่ายเสื้อเหลืองและฝ่ายเสื้อแดงมืดบอดไป การสูญเสียอย่างใหญ่หลวงในเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมาควรจะทำให้ทั้งสองฝ่ายสลดใจและมองเห็นหายนะที่รออยู่เบื้องหน้า และถ้าเป็นไปได้ที่จะเป็นเช่นนั้น ทั้งสองฝ่ายควรทบทวนการกระทำของตนและถามตนเองว่า (1) “เสื้อแดง/เหลืองเป็นอย่างที่เราเคยเชื่อจริงหรือไม่ มีหลักฐานใดบ้างที่จะยืนยันว่าพวกเขาเหล่านั้นเป็นอย่างที่เราคิด และถ้าเขาเป็นอย่างที่เราเชื่อมาแต่ต้นจริง มันจะมีเหตุผลหรือสาเหตุอื่นๆนอกจากที่เรารู้หรือไม่” (2) “เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะกำจัดผู้ที่เห็นต่างจากเราให้หมดไป” และ (3) “เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะได้ทุกอย่างที่เราต้องการทั้งหมดในปัจจุบันโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้อะไรเลย” ถ้าทั้งฝ่ายเสื้อแดงและเสื้อเหลืองพยายามตอบคำถามข้อแรกอย่างจริงจังและอดทน รวมทั้งยอมรับว่าคำตอบของคำถามอีกสองข้อที่เหลือคือคำว่า “เป็นไปไม่ได้” ความเป็นไปได้ของการปรองดองที่แท้จริงก็ยังคงมีอยู่ สังคมไทยก็จะยังคงมีความหวังอยู่ และเมื่อเป็นเช่นนั้นเราก็อาจจะ “ฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ” ได้สักครั้ง

ภาคภูมิ วาณิชกะ
ศูนย์จริยธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

Advertisements

2 thoughts on “เราจะปรองดองกันได้อย่างไร?

  1. บางที “ประเทศอาจไม่เหมือนเดิม” อาจจะเป็นการเปิดความหวังอันสดใสสู่อนาคตก็ได้ …

  2. วันนี้ผมนั่งแท๊กซี่ครับ

    คุยกันเรื่องเสื้อแดง

    คนขับเขาบอกว่าน่าจะ “ยิงมันให้ตายๆไปให้หมด”

    ความหวังมันดูจะริบหรี่อยู่เหมือนกันนะครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s